Ads 468x60px

ท่าอุเทนเมืองธรรมมะ พระธาตุสูงงาม แม่น้ำสองสี ไดโนเสาร์ล้านปี ประเพณีไทญ้อ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไทญ้อ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไทญ้อ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2561

ข้าวเปียกเส้นไทญ้อ



ข้าวเปียกเส้น หรือ ก๋วยจั๊บญวน ถือว่าเป็นเมนูที่คุ้นชินของพี่น้องไทญ้อ ท่าอุเทน นครพนมบ้านเฮา ปัจจุบันมีขายตามห้างทั่วไป ทำให้จะไปอยู่ไหนก็สามารถทำกินได้ และเส้นก็มีแบบเส้นแห้ง และเส้นสด
วิธีการทำก็คงเป็นสูตรคล้ายๆกัน อันนี้ขอหยิบยกสูตรนครพนมเรานี่แหละ จาก baannoi.com มาให้พี่น้องลองทำดูเด้อ

  วัสดุส่วนผสมและเครื่องปรุง 
  • เส้นข้าวเปียก(ก๊วยจั๊บญวน) 1 กก สูตรนี้ใช้แบบเส้นสด 
  • กระดูกซี่โครงหมู 1-2 กก 
  • เลือดไก่ 4-5 ก้อน 
  • หมูยอ
  • หมูบด 1 กก 
  • เกลือ 1 ถ้วยเล็ก 
  • น้ำตาล 1 ถ้วยเล็ก 
  • น้ำมันหอย 1 ถ้วยเล็ก 
  • ซีอิ้วขาว 1 ถ้วยเล็ก 
  • ผงปรุงรส นิดหน่อย 
  • ต้นหอม 10 ต้น 
  • ผักชี 5 ต้น รากผักชี 5 ต้น 
  • กระเทียมกลีบเล็ก ครึ่งกก 
  • หอมแดง ครึ่งกิโล 
  • พริกป่น 1 ถ้วย (ไว้ทำน้ำพริกเผา) 
  • น้ำมันพืชไว้สำหรับเจียวกระเทียมและหอมแดง 
ขั้นตอนและวิธีการปรุงข้าวเปียกเส้น
  • ล้างกระดูกซี่โครงหมู สับเป็นชิ้นพอคำ
  • นำหม้อใส่น้ำประมาณเกือบ4 ส่วนของหม้อใบใหญ่
  • ต้มให้น้ำเดือดแล้วใส่กระดูกหมูและรากผักชีลงไปต้มให้เปื่อย
  • เส้นข้าวเปียกแบบสด ให้ล้างน้ำหนึ่งน้ำแล้วพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
  • ล้างต้นหอมและผักชี ซอยบางๆไว้โรยหน้าเวลารับประทาน
  • หั่นหอมแดงบางๆ แล้วเจียวในน้ำมันไฟปานกลาง พอหอมและเหลืองตักขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน
  • โขลกกระเทียมให้ละเอียด แล้วนำไปเจียวให้เหลืองหอมกรอบตักขึ้นพักไว้ น้ำมันไม่ต้องทิ้ง
  • เลือดไก่ให้หั่นเป็นชิ้นเล็กๆพอคำ แล้วนำน้ำร้อนมาแช่เลือดจะได้ไม่เละ และไม่มีกลิ่นคาว
  • พอน้ำซุปเริ่มเดือดและหมูเริ่มเปื่อยแล้วให้ปรุงรสด้วย น้ำมันหอย,เกลือ,น้ำตาล,ซีอิ้วขาว,ผงปรุงรส ถ้าอยากเพิ่มความนัวของน้ำซุปก็ให้ใส่รสดีลงไปด้วยก็ได้ เคี่ยวไว้สักพัก
ตั้งกะทะพอร้อนใส่น้ำมันที่ใช้ในการเจียวกระเทียมและหอม ประมาณ 1 ทัพพีนำหมูบดลงไปรวน ปรุงรสหมูบดให้กลมกล่อม ด้วยซีอิ้วขาว,น้ำมันหอย อย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ คลุกเคล้าให้เข้ากันให้หมูสุกประมาณ 80 % แล้วนำลงไปเทลงในหม้อน้ำซุปได้เลย เป็นอันเสร็จทุกขั้นตอนการทำน้ำซุปของเส้นข้าวเปียก

ถ้าเรารับประทานเลยก็ให้ ใส่เส้นข้าวเปียกและเลือดลงไปในหม้อเลยแต่ถ้ายังก็ให้ต้มแยกเป็นหม้อเล็กๆทีละชามสองชามก็ได้ เส้นจะได้ไม่อืด

สูตรน้ำพริกเผา 
  • พริกป่น 1 ถ้วยเล็ก 
  • ใส่เกลือ 1 ช้อนชา
  • น้ำตาล 1 ช้อนชา
  • ผงปรุงรสนิดหน่อยจะได้นัวๆ 
  • กระเทียมเจียวและน้ำมันที่เจียว
  • แล้วตักน้ำซุปที่เราต้มตอนร้อนๆเติมลงไป คนให้เข้ากัน 
ขอบคุณที่มาเมนูเด็ด 

วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ความเป็นมาของไทญ้อ (Thai Yo)


กลุ่มชาติพันธุ์ ญ้อ ย้อ ไทญ้อไทย้อ

เป็นประชากรกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งในจังหวัดนครพนม และ สกลนคร มีภาษาพูดเหมือนภาษาไทยลาว ต่างสำเนียงเล็กน้อย คือ น้ำเสียงสูงอ่อนหวาน ไม่ห้วนสั้นเหมือนไทยลาว ผิวขาว บ้านเรือนสะอาดตาเช่นเดียวกับชาวผู้ไทย ชาวย้อถือว่ากลุ่มตนเป็นกลุ่มที่มีวัฒนธรรมแข็งกว่าไทยลาว ถิ่นฐานเดิมของไทยญ้อ อยู่ที่เมืองหงสา แขวงไชยบุรี ของประเทศลาว หรือจังหวัดล้านช้างของไทย



สมัยหนึ่ง ไทยญ้อส่วนใหญ่ได้อพยพ มาตั้งถิ่นฐานใหม่ที่ไชยบุรี ปากน้ำสงครามริมฝั่งแม่น้ำโขง (ตำบลไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนมในปัจจุบัน) ในสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2351 ต่อมาเมื่อเกิดกบฎเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ในสมัย รัชกาลที่ 3 (พ.ศ. 2369) พวกไทยญ้อที่เมืองไชยบุรีได้ถูกกองทัพเจ้าอนุวงศ์กวาดต้อนไป แล้วให้ไปตั้งเมืองอยู่ ณ เมืองปุงลิง ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (อยู่ในเขตแขวงคำม่วนประเทศลาว) อยู่ระยะหนึ่ง ต่อมาได้กลับมาตั้งเมืองขึ้นใหม่ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขง ตั้งเป็นเมืองท่าอุเทนเมื่อ พ.ศ. 2373 คือ บริเวณท่าอุเทน จังหวัดนครพนมในปัจจุบัน



ชาวไทย้อชอบตั้งถิ่นฐานอยู่ใกล้แม่น้ำ ซึ่งชื่อเมืองชาวไทย้อมักมีคำว่า “ท่า” ขึ้นก่อน เช่น เมืองท่าขอนยาง เมืองท่าอุเทน ลักษณะบ้านเรือนของชาว ไทย้อ คล้ายกับบ้านเรือนของชาวไทยลาวทั่วไป คือตัวเรือนเป็นเรือนใต้ถุนสูง มีชายคาที่เรียกว่า เซีย มีชานติดกับครัว มีเล้าข้าวอยู่ทางด้านหลังบ้าน ถ้าเป็นบ้านของชาวไร่ชาวนาทั่วไป ก็จะมุงด้วยหญ้าแฝก ฝาผนังเป็นฟากสับสานลานสอง บ้านที่มีฐานะดีก็จะ มุง ด้วยกระเบื้องเกร็ดหรือสังกะสี และเปลี่ยนฝาผนังเป็นไม้กระดาน ซึ่งมีให้เห็นในปัจจุบัน ชาวย้อ นิยมสร้างบ้านเรือนอยู่กันเป็นกลุ่มสังคมย่อยในวงศ์ญาติพี่น้องของตน และเมื่อมีจำนวนมากขึ้นก็กลายเป็นหมู่บ้าน หรือที่เรียกว่า “คุ้ม” และมีวัดประจำคุ้มของพวกตน



ประชากรชาวไทย้อ อาศัยอยู่กระจายทั่วไปในแถบภาคอีสาน เฉพาะพื้นที่ที่มีชาวไทย้ออาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ได้แก่ อำเภอท่าอุเทน อำเภอนาหว้า อำเภอโพนสวรรค์ อำเภอบ้านแพง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร อำเภอเมือง สว่างแดนดิน อำเภอพังโคน อำเภอกุดบาก กิ่งอำเภอโคกศรีสุพรรณ และกิ่งอำเภอเต่างอย จังหวัด สกลนคร อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย บ้านแซงบาดาล อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ บ้านท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม นอกจากนี้ยังมีอยู่ที่ภาคตะวันออก คือที่ อำเภออรัญประเทศ อำเภอพนัสนิคม จังหวัดปราจีนบุรี



วิถีชีวิตของชาวไทยญ้อ ลักษณะนิสัยใจคอของไทยญ้อส่วนมากที่สุดคือ ซื่อสัตย์ สุจริต รักสงบ มีความสามัคคีมั่น ไม่ว่าจะมีอะไร เช่น การทำบุญ การปลูกบ้าน ทำนาจะว่านหรือวานกัน (นาว่านคือ การลงแขก ทำนา ทำงาน) ชาวไทย้อมีอาชีพด้านเกษตรเป็นหลัก โดยเฉพาะการปลูกพืชเศรษฐกิจซึ่งส่วนใหญ่ได้แก่ ข้าว กล้วย อ้อย สับปะรด ยาสูบ และพืชผักตามฤดูกาล รองลงมาได้แก่ อาชีพเลี้ยงสัตว์ และจับสัตว์น้ำในลำน้ำ เนื่องจากว่ามีการตั้งถิ่นฐานอยู่ใกล้แม่น้ำ เช่น แม่น้ำโขง แม่น้ำสงครามและแม่น้ำชี



ภูมิปัญญาของชาวญ้อที่เป็นเอกลักษณ์คือ การทำปลาร้า ทำส้มปลา ส้มปลาชะโด อร่อย



ภาษา ภาษาชาวย้อจัดอยู่ในกลุ่มตระกูลภาษาไท-กระได ชาวย้อมีภาษาพูดโดยพื้นฐานเสียงแตกต่างไปจากภาษาไทยลาว (ภาษาไทยอีสาน) ตรงที่ฐานเสียงอักษรสูง และเสียงจัตวา จะเน้นหนักในลำคอ น้ำเสียงสูง อ่อนหวาน ฐานเสียงสระ เอือ ใอ ในภาษาไทยลาวจะตรงกับฐานเสียงสระ เอีย และ เออ ตามลำดับ เช่น เฮือ เป็น เฮีย ให้ เป็น เห้อ ประโยคว่า อยู่ทาง ได เป็น อยู่ทางเลอ เจ้าสิไปไส เป็น เจ้านะไปกะเลอ เป็นต้น ตัวอย่างภาษาพูดของชาวย้อ หัวเจอ - หัวใจ, หมากเผ็ด - พริก, กินเข้างาย - กินข้าวเช้า, หัวสิเคอ - ตะไค้, ไปกะเลอ, ไปเตอ - ไปไหน ชาวไทย้อไม่มีภาษาเขียนไม่มีตัวอักษรของตนเอง ในอดีตเคยใช้อักษรธรรม หรืออักษรไทยน้อย เช่นเดียวกับชาวอีสาน ปัจจุบันใช้อักษรไทยทั้งสิ้น



โครงสร้างทางสังคม ลักษณะครอบครัวของชาวไทย้อส่วนใหญ่เป็นลักษณะครอบครัวเดี่ยว ลักษณะเครือญาติไทย้อมีลักษณะเด่นตรงที่ว่า พวกเขาแม้จะแยกครอบครัวไปแล้ว แต่ก็ยัง ไปมาหาสู่กันเสมอ ยามเจ็บไข้ได้ป่วยก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกันอย่างเต็มความสามารถ ยามเทศกาลงานบุญต่างๆ ก็จะเดินทางไปช่วยเหลือกัน ชาวไทย้อเชื่อกันว่าผู้จะทำหน้าที่ี่แทนพ่อได้เป็นอย่างดี คือ ลูกชาย เพราะผู้ชายนั้นบึกบึนทรหดอดทน สามารถทำงานในอาชีพเกษตรกรได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นการสืบสายตระกูล และการรับมรดก ส่วนใหญ่จะตกอยู่กับผู้ชาย ภาระหน้าที่ของสมาชิกในครอบครัวนั้น หน้าที่ในการหาเงินทองมาจับจ่ายใช้สอยภายในครอบครัว การคุ้มครองดูแลต่างๆ เป็นหน้าที่ของพ่อบ้าน แม่บ้านจะดูแลลูกๆ ภาระหน้าที่ภายในบ้าน



สำหรับประเพณี พิธีกรรม ความเชื่อของชาวไทย้อนั้น ชาวไทย้อที่บ้านท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม มีประเพณีเลี้ยงผีปู่ตา โดยชาวบ้านจะสร้างตูบปู่ตา หรือ โฮงผีปู่ตา โดยชาวย้อถือว่าผีปู่ตาคือ ผีบรรพบุรุษที่ตายไปแล้ว แต่ยังมีความห่วงใยในความเป็นอยู่ของลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยู่ สำหรับที่ตั้งของผีปู่ตาจะอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ สำหรับ ผีบรรพบุรุษของชาวย้อที่ถือว่าเป็นผีปู่ตา มีดังนี้ คือ ผีเจ้าพ่อขุนสำราญ ญาพ่อผีลือสองนางพี่น้องเป็นผีผู้หญิงที่ชอบความสวยงาม ชาวย้อจะให้ความสำคัญกับผีสองนางพี่น้อง ในด้านการป้องกันให้ความช่วยเหลือแก่เด็กๆ ของชาวย้อ



โดยทั่วๆ ไปชาวย้อชอบตั้งถิ่นฐานที่อยู่ใกล้แม่น้ำ เพื่อสะดวกในการอุปโภค บริโภค ซึ่งด้วยสาเหตุที่มี เด็กๆ เสียชีวิต ในการอาบน้ำบ่อยๆ ทำให้ชาวย้อลดจำนวนลงเรื่อยๆ เหตุนี้ชาวย้อจึงมีโฮงผีปู่ตาสองนางพี่น้องไว้ที่ท่าน้ำ เพื่อรักษาเด็กในขณะลงอาบน้ำ เช่นเดียวกับชาวย้อ ที่ท่าอุเทนมีความเชื่อ ว่าผีมเหสักข์ และผีบรรพบุรุษ คอยปกป้องคุ้มครองให้พวกตนอยู่เย็นเป็นสุข มีข้าวปลาอาหารสมบูรณ์ เพื่อตอบแทนคุณผีดังกล่าว ชาวไทย้อที่ท่าอุเทน จึงมีประเพณีเลี้ยงผีโดยจัด พิธีกรรมที่เรียกว่า "ลงนางเทียม" ณ หอผีบ้าน เป็นประจำทุกปี ปีละ 3 ครั้ง



สำหรับประเพณีเกี่ยวกับชีวิตของชาวย้อนั้น ประเพณีการแต่งงานเมื่อหนุ่มสาวคู่ใดที่รักใคร่ชอบ พอถึง ขั้นตกลงปลงใจที่จะเป็นสามีภรรยากันแล้ว ฝ่ายชายก็จะให้บิดามารดาของตนดำเนินการให้ได้แต่งงานกับหญิงคนรัก ดังนี้ "ไปเจาะ" คือการส่งผู้ใหญ่ไปทาบทาม "โอมสาว" คือการ ทำพิธีสู่ขอ "แฮกเสื่อแฮกหมอน" คือการเตรียมการ ได้แก่ การจัดเตรียมเครื่องนอน ประกอบด้วยฟูก หมอน ผ้าห่ม เสื่อ และมุ้ง ซึ่งเป็นหน้าที่ของฝ่ายหญิง ในการนี้ต้องเชิญผู้เฒ่า ผู้แก่ที่ชาวบ้านยอมรับว่าเป็น ผัวค้ำเมียคูณ มาทำพิธีตัดเย็บให้ชาวย้อเรียกว่า แฮกเสื่อแฮกหมอน "เล่าดอง" คือบอกเล่าวันแต่งงาน "มื้อกินดอง" คือพิธีวันแต่งงาน เมื่อได้ฤกษ์ยามดีแล้ว ก็จะเป็นการแห่จ้าวบ่าวพร้อมขันสินสอดของหมั้น พานบายศรี และสำรับที่เรียกว่า "ขำเพีย" ประกอบด้วยไข่ไก่ต้ม 2 ฟอง งา พริกแห้ง และเกลือป่น อย่างละ 1 ถ้วย ไปยังบ้าน เจ้าสาว พิธีสำคัญได้แก่ การวางสินสอดทองหมั้น ต่อหน้าเจ้าโคตรลุงตาของเจ้าสาวพิธีบายศรีสู่ขวัญ พิธีป้อนไข่หน่วย พิธีขอพรจากเจ้าโคตรลุงตาทั้งสองฝ่าย ถ้าหากให้เขยไปสู่ก็ ทำพิธีจูงบ่าวสาวเข้าหอ แล้วเลี้ยงอาหารแก่แขกผู้มาร่วมงานเป็นอันเสร็จพิธีแต่งงาน



สำหรับงานบุญของชาวไทย้อส่วนมากก็เหมือนกับ ชาวอีสานทั่วที่นับถือ พระพุทธศาสนาและ ปฏิบัติตนตาม "ฮีตสิบสอง คลองสิบสี่" ชาวย้อรับประทานข้าวเหนียวเป็นหลัก และรับประทานข้าวเจ้าในบางโอกาส ไม่นิยมรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ เหมือนชาวไทยลาว อาหารพื้น เมืองที่มีรับประทานเฉพาะในหมู่ไทย้อ ทำจากปลากราย เรียกว่า "หมกเจาะ" ส่วนอาหารประเภทอื่นก็เหมือนกับชาวไทยลาวทั่วไป


ส่วนการรักษาพยาบาลของไทย้อนั้นมีทั้งรักษาด้วยแผนปัจจุบันและแผนโบราณ สำหรับแผนโบราณนั้นก็จะมีการรักษาด้วยยาสมุนไพร และการรักษาด้วยเวทย์มนต์คาถา โดยมีหมอธรรมเป็นผู้รักษา ในกรณีที่มีการเจ็บป่วยหาสาเหตุไม่พบหรือ ที่เชื่อว่าเป็นการกระทำของภูตผีวิญญาณ หรือที่เรียกว่า "ผีเข้าเจ้าสูน" อาจจะเป็นผีพระภูมิเจ้าที่ ผีเชื้อ หรือผีบรรพบุรุษ ผีเข้าสิง เสียขวัญ และถูกผีปอบเข้าสิง ในกรณีที่ผีปอบเข้าสิงยิ่งเป็นอันตรายต่อคนป่วยอย่างยิ่ง ถ้าเรียกหมอธรรมมารักษาไม่ทัน ผีปอบอาจจะกินคนป่วย จน ตาย เพราะอาการที่โดยปอบเข้าสิงนั้นมักจะอาละวาด แสดงอาการไม่เกร็งกลัว หรือดูถูกหมอธรรม ผู้ที่เป็นหมอธรรมจะต้องมีสายสิญจน์ แส้หวาย (ปะกำ) แล้วถามชื่อผีปอบว่า ชื่อ อะไร มาจากไหน หมอธรรมจะ ใช้แส้ปะกำโบย แล้วใช้สายสิญจน์มัดผู้ป่วยเอาไว้ แล้วสอนสัมทับอีกว่า ต่อไปจะไม่มาทำผู้อื่นอีกโดยให้กินน้ำสาบาน แล้วขอขมากับหมอธรรม โดยใช้ลิ้นเลียปลายเท้า แล้วสัญญาว่าจะไม่กลับมาทำร้ายผู้ป่วยอีก




 ศิลปะการแสดง ฟ้อนไทย้อ โดยจะพบในช่วงเทศกาลสงกรานต์เดือนเมษายน และเทศกาลที่สำคัญๆ เท่านั้น



ในช่วงสงกรานต์นั้น ชาวไทย้อจะมีการสงน้ำพระในตอนกลางวันโดย มีการตั้งขบวนแห่จากคุ้มเหนือไปยังคุ้มใต้ตามลำดับ ตั้งแต่ขึ้นหนึ่งค่ำเป็นไป จนถึงวันเพ็ญสิบห้าค่ำเดือนห้า



ส่วนในตอนกลางคืนหนุ่มสาวจะจัดขบวนแห่นำต้นดอกจำปา (ลั่นทม) ไปบูชาวัดที่ผ่านไป เริ่มจากวัดใต้สุดขึ้นไปตามลำดับถึงวัดเหนือสุดซึ่งเป็นคืนสุดท้าย เสร็จพิธีแห่ดอกไม้บูชาองค์พระธาตุท่าอุเทน จะเป็นช่วงแห่งการเกี้ยวพาราสี การหยอกล้อกัน อย่างสนุกสนานของบรรดาหนุ่มสาวชาวไทย้อ



การแต่งกายชุดรำไทยญ้อ ชาย สวมเสื้อคอพวงมาลัยสีเขียวสด ใช้สไบไหมสีน้ำเงินพับครึ่งกลาง พาดไหล่ ซ้ายและขวา ปล่อยชายสองข้างไปด้านหลังให้ชายเท่ากัน นุ่งผ้าโจงกระเบนสีน้ำเงินเข้ม ใช้สไบไหมสีแดงคาดเอว ปล่อยชายข้างซ้ายด้านหน้า เครื่องประดับสร้อยเงิน ห้อยพระ ใบหูทัดดอก ดาวเรืองด้านซ้าย หญิง สวมเสื้อแขนกระบอกสีชมพู (สีบานเย็น) คอกลมขลิบดำ หรือน้ำเงินเข้ม นุ่งผ้าถุงไหมสีน้ำเงินมีเชิง (ตีนจก) เข็มขัดลายชิดคาดเอว ใช้สไบไหมสีน้ำเงินพาดไหล่ด้านซ้ายแบบเฉียง ปล่อยชายยาวทั้งด้านหน้าและด้านหลังให้ชายเท่ากัน เครื่องประดับสร้อยคอ ตุ้มหู สร้อยข้อมือเครื่องเงิน ผมเกล้ามวยประดับดอกไม้สด หรือดอกไม้ประดิษฐ์


 ขอบพระคุณที่มาจาก 

ข้อมูล
http://www.isangate.com/

รูปภาพ
ขอขอบพระคุณรูปภาพจากทุกๆที่มา เจ้าของรูปภาพทุกๆท่าน

วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

หนังสั้น ไทญ้อหมอลำ Tai Nyo Morlam



หนังสั้นไทญ้อหมอลำ
จัดสร้างขึ้นโดย ฝีมือ นักเรียน ร.ร.อุเทนพัฒนา สื่อให้เห็นความสำคัญของภาษาถิ่น นั่นคือภาษาญ้อ ภาษาญ้อของเราชาวไทญ้อเป็นภาษาที่มีเอกลักษณ์ในแต่ละประโยคข้อความ จะสนุกสนานแค่ไหนลองเข้าไปชมกันดูครับ

วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

วัดพระธาตุท่าอุเทน (Phatat-tha-uthen)


พระธาตุท่าอุเทน
ตั้งอยู่ภายในวัดท่าอุเทน อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ใกล้กับที่ว่าการอำเภอท่าอุเทน ประวัติเท่าที่มีจารึกไว้ที่กำแพงพระธาตุ (ตัวอักษรไทยน้อย) ซึ่งกล่าวว่าท่านอาจารย์สีทัตถ์ ได้เป็นหัวหน้าชักชวนพระภิกษุสงฆ์และชาวบ้านผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันก่อสร้าง ขึ้น เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๔ ใช้เวลาทั้งสิ้น ๖ ปี จึงแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๔๕๙


พระธาตุท่าอุเทนมีลักษณะเป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนอยู่ในผังสี่เหลี่ยม  กล่าวกันว่าจำลองแบบมาจากพระธาตุพนม แต่มีสัดส่วนขององค์ธาตุที่เล็กกว่า และมีความสูงกว่าพระธาตุพนม บริเวณฐานและชั้นเรือนธาตุมีลายปูนปั้นงดงาม ภายในองค์พระธาตุก่อ ๓ ชั้น ชั้นแรกอยู่ด้านในสุดก่อเป็นอุโมงค์เพื่อบรรจุสิ่งของมีค่าต่าง ๆ ชั้นที่ ๒ ก่อครอบอุโมงค์ สูงประมาณ ๕ วา ชั้นที่ ๓ ซึ่งเป็นชั้นนอกสุดก่อเป็นพระเจดีย์องค์ใหญ่ สูง ๓๓ วา


เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ส่วนซุ้มประตูชั้นล่างขององค์พระธาตุด้านทิศใต้ได้พังทลายลง กรมศิลปากรจึงได้ทำการบูรณะจนแล้วเสร็จ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๑ พร้อมทั้งได้ทำการเสริมคานคอนกรีตภายในเพื่อป้องกันองค์พระธาตุพังทลาย วัดพระธาตุท่าอุเทน ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ และกำหนดขอบเขตโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๑๕ ตอนพิเศษ ๔ง หน้า ๒ ลงวันที่ ๑๔ มกราคม ๒๕๔๑ มีพื้นที่ประมาณ ๒ ไร่ ๒ งาน ๘๙.๔๘ ตารางวา


พระอาจารย์ศรีทัตถ์ เป็นผู้สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2454 พระธาตุนี้เป็นศิลปกรรมและปูชนียสถานอันสำคัญยิ่งองค์หนึ่ง บรรจุพระธาตุของพระอรหันต์ ซึ่งพระอาจารย์ศรีทัตถ์ได้อัญเชิญมาจากเมืองย่างกุ้ง 


จะมีงานนมัสการพระธาตุในวันขึ้น 13 ค่ำ ถึงแรม 1 ค่ำ เดือน 4 ของทุกปี พระธาตุองค์นี้มีสิ่งที่ตรงกับเทพประจำวันศุกร์ และเชื่อกันว่าผู้ที่เกิดวันนี้เป็นผู้ที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ รักอิสระ รักสวยรักงาม คือพระธาตุหันไปทางทิศเหนือของพระธาตุพนม ตรงกับทิศประจำของพระศุกร์ ผู้ที่ไปนมัสการพระธาตุแห่งนี้จะได้รับอานิสงส์ให้ชีวิตมีความรุ่งโรจน์ เปรียบเสมือนพระอาทิตย์ขึ้นยามรุ่งอรุณ


ช่างแกะสลักลวดลาย ซึ่งมีฝีมือดีที่มาปวารณาตัวแกะสลักเพื่อการกุศล มี ๕ ท่าน คือ

๑. พระอาจารย์มหาเสนา ชาวอำเภอท่าอุเทน
๒. พระอาจารย์ผง ชาวอำเภอท่าอุเทน
๓. พระอาจารย์จันทร์ ชาวอำเภอท่าอุเทน
๔. พระอาจารย์คำพันธ์ ชาว อ. โพนพิสัย จ.หนองคาย
๕. พระอาจารย์ยอดแก้ว ชาว อ. คำชะอี จ.นครพนม (ขณะนั้น)


ของมีค่าซึ่งบรรจุในพระธาตุ ได้แก่ แก้ว แหวน เงิน ทอง นอ งา พระพุทธรูป ฯลฯ ซึ่งผู้มีจิตศรัทธา นำมาบรรจุไว้ คิดเป็นเงินประมาณ ๓๕,๐๐๐ บาท (สามหมื่นห้าพันบาท) เฉพาะนายเซ่า แซ่คู พ่อค้าใหญ่ จังหวัดหนองคายคนเดียว ๑๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งหมื่นบาท)


จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๕๔๐ กรมศิลปากร ได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์ โดยการนำของ ฯพณฯ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นผู้นำในการบูรณะ นายฐิติ บุรกรรมโกวิท รองอธิบดีปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมศิลปากรเป็นผู้ว่าจ้างห้างหุ้นส่วน ช. ประชุมพันธุ์ ทำการบูรณะตั่งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ จนถึงวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๑ จึงแล้วเสร็จ


คำนมัสการพระธาตุท่าอุเทน

ปุริมายะ ทิสายะ นทีติเร อุเทนะรัฏฐัสมิง อายัสมันเต สีทัตเถนะ ฐาปิตัง พุทธสารีริกธาตุง สิรสา นมามิ.

ทักขิณายะ ทิสายะ นทีทิเร อุเทนรัฏฐัสมิง อายัสมันเต สีทัตเถนะ ฐาปิตัง พุทธสารีริกธาตุง สิรสา นมามิ.

ปัจฉิมายะ ทิสายะ นทีติเร อุเทนะรัฏฐัสมิง อายัสมันเต สีทัตเถนะ ฐาปิตฺัง พุทธสารีริกธาตุง สิรสา นมามิ.

อุตตรายะ ทิสายะ นทีติเร อุเทนรัฏฐัสมิง อายัสมันเต สีทัตเถนะ ฐาปิตฺัง พุทธสารีริกธาตุง สิรสา นมามิ.

เหฏฐิมายะ ทิสายะ นทีติเร อุเทนรัฏฐัสมิง อายัสมันเต สีทัตเถนะ ฐาปิตฺัง พุทธสารีริกธาตุง สิรสา นมามิ.

อุปริมายะ ทิสายะ นทีติเร อุเทนรัฏฐัสมิง อายัสมันเต สีทัตเถนะ ฐาปิตฺัง พุทธสารีริกธาตุง สิรสา นมามิ.

______________________________________

ขอบพระคุณที่มาจากหลากหลายที่มาครับ




เรียบเรียงข้อมูลใหม่โดยไทท่าอุเทน

______________________________________

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

อ.ท่าอุเทน Thauthen


อำเภอท่าอุเทน

เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดนครพนม  อำเภอท่าอุเทนมีอาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองข้างเคียง ดังนี้ ทิศเหนือ และ ทิศตะวันออก ติดต่อกับแขวงคำม่วน (ประเทศลาว) โดยมีแม่น้ำโขงคั่น ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอเมืองนครพนมและอำเภอโพนสวรรค์ ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอศรีสงคราม และอำเภอบ้านแพง


อำเภอท่าอุเทนแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 9 ตำบล 112 หมู่บ้าน ได้แก่
  • 1.ท่าอุเทน
  • 2.โนนตาล
  • 3.ท่าจำปา
  • 4.ไชยบุรี
  • 5.พนอม
  • 6.พะทาย
  • 7.เวิรพระบาท
  • 8.รามราช
  • 9.หนองเทา

  • การปกครองส่วนท้องถิ่นประกอบด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 9 แห่ง ได้แก่ 
    • เทศบาลตำบลท่าอุเทน ครอบคลุมพื้นที่ตำบลท่าอุเทนทั้งตำบล 
    • เทศบาลตำบลเวินพระบาท ครอบคลุมพื้นที่ตำบลเวินพระบาททั้งตำบล 
    • องค์การบริหารส่วนตำบลโนนตาล ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโนนตาลทั้งตำบล 
    • องค์การบริหารส่วนตำบลท่าจำปา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลท่าจำปาทั้งตำบล 
    • องค์การบริหารส่วนตำบลไชยบุรี ครอบคลุมพื้นที่ตำบลไชยบุรีทั้งตำบล 
    • องค์การบริหารส่วนตำบลพนอม ครอบคลุมพื้นที่ตำบลพนอมทั้งตำบล 
    • องค์การบริหารส่วนตำบลพะทาย ครอบคลุมพื้นที่ตำบลพะทายทั้งตำบล 
    • องค์การบริหารส่วนตำบลรามราช ครอบคลุมพื้นที่ตำบลรามราชทั้งตำบล 
    • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองเทา ครอบคลุมพื้นที่ตำบลหนองเทาทั้งตำบล

    คำขวัญประจำอำเภอ

    ท่าอุเทนเมืองธรรมมะ พระธาตุสูงงาม แม่น้ำสองสี ไดโนเสาร์ล้านปี ประเพณีไทญ้อ